ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
เตือนเบาหวานในเด็กเพิ่มจำนวน
ท.พ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงรอง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
แถลงข่าว "วันเบาหวานโลก อลหม่านเบาหวานในเด็ก" ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่า ตั้งแต่ปี 2546-2548 ประชากรเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 71%
ทั่วโลกจะมีผู้ป่วยโรคดังกล่าว 377 ล้านคน คาดว่าแนวโน้มเด็กไทยเป็นเบาหวานจะเพิ่มสูงอีก 2-3 เท่าใน 20 ปีข้างหน้า
สถานการณ์ในประเทศไทยจึงน่าห่วง เพราะเริ่มพบเบาหวานในกลุ่มเด็กไทย
อันน่าจะเป็นผลมาจากพวกขนมหวาน ล่าสุดข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราช
พบว่าเด็กกับวัยรุ่นที่มาตรวจรักษา 250 รายเป็นโรคเบาหวานจากสภาวะอ้วนถึง 18.4%
ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีมีโอกาสเป็นโรคอ้วนได้ 9.2%
เกณฑ์บริโภคน้ำตาลที่เหมาะสมในเด็กไทยไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา หรือไม่เกิน 24 กรัมต่อวัน
แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่ากลุ่มที่บริโภคน้ำตาลมากกว่า 40 กรัม มีถึง 65%
ทางด้าน น.พ.สุริยเดช ทริปาตี โฆษกเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน
ระบุว่ามีคนไข้เด็กที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้นทุกปีและมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ
ล่าสุดพบผู้ป่วยเบาหวานอายุ 8 ปี มีน้ำหนักถึง 60 กิโลกรัม ถือว่าอ้วนเกินมาตรฐานถึง 162%
สัญญาณที่บ่งบอกถึงโรคเบาหวานในเด็กคือ
อ้วนจนผิวหนังรอบคอและรักแร้ดำเป็นปื้น ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย กินจุ ชาตามปลายมือ ปลายเท้า พ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเป็นเบาหวาน
ฝากข่าวเมื่อ 20/11/2548
ชาเขียวพร้อมดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหรือคาเฟอีนซ่อนรูป
วันที่ 5 เมษายน 2548 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจัดแถลงข่าว เรื่องชาเขียวพร้อมดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหรือคาเฟอีนซ่อนรูป
โดยนายอิฐบูรณ์ อ้นวงศา ผู้ประสานงานฝ่ายเผยแพร่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า
จากการสำรวจปริมาณคาเฟอีนในชาเขียวแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ ตั้งแต่ช่วงกุมภาพันธ์ 2548 ที่ผ่านมาปรากฏว่า
ชาเขียวบางรุ่นบางยี่ห้อไม่มีการแสดงปริมาณคาเฟอีนซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญต่อผู้บริโภค
โดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้นำ ชาเขียวพร้อมดื่ม 43 ตัวอย่าง
ส่งให้สถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดลทำการวิเคราะห์หาปริมาณคาเฟอีนทั้งหมด
นำเปรียบเทียบกับเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสมอยู่โดยธรรมชาติและเติมเข้าไป
พบว่า ชาเขียวพร้อมดื่มมีปริมาณคาเฟอีนสูงกว่า คาเฟอีนในเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ
ทั้งนี้ชาเขียวพร้อมดื่มขนาดบรรจุ 500 มิลลิลิตร
จากทั้งหมด 23 ตัวอย่าง มีถึง 15 ตัวอย่างหรือคิดเป็นร้อยละ 65.22
มีปริมาณคาเฟอีนเกิน 50 มิลลิกรัม/ขวด คือเฉลี่ยมีปริมาณคาเฟอีน 23.76-76.02
มิลลิกรัม/ขวด และขนาดบรรจุ 600 มิลลิลิตร ที่มีอยู่ทั้งหมด 4 ตัวอย่าง
ตรวจพบปริมาณคาเฟอีนตั้งแต่ 77.27-103.48 มิลลิกรัมต่อขวด
ในขณะที่ปริมาณคาเฟอีนที่ร่างกายรับได้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน
ซึ่งในชีวิตประจำวันเราอาจได้รับสารคาเฟอีนจากอาหารอื่นๆ
ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น กาแฟ โกโก้ หรือเครื่องดื่มโคล่า
เมื่อบริโภคชาเขียวพร้อมดื่มเข้าไปก็อาจทำให้ปริมาณสารคาเฟอีนในร่างกายสูงเกินมาตรฐานได้
นายอิฐบูรณ์ กล่าวต่อว่า
นอกจากคาเฟอีนที่มีอยู่ในเครื่องดื่มชาเขียวแล้ว
ความหวานในชาเขียวก็แฝงอันตรายสู่เด็กและวัยรุ่นด้วย
ซึ่งตามเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกกำหนดการบริโภคน้ำตาลอยู่ที่ประมาณ 10
ช้อนชา ซึ่งโครงสร้างร่างกายมีการเผาผลาญได้ 6 ช้อนชา ขณะที่สินค้าประเภทเครื่องดื่มชาเขียวเมื่อสำรวจข้อมูลด้านโภชนาการ
โดยเฉพาะสูตรมีน้ำตาลหรือผสมน้ำผึ้งพบว่า
มีหลายยี่ห้อมีปริมาณน้ำตาลในระดับที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคด้วยการบริโภคเพียงขวดเดียว
" จากการเปรียบเทียบน้ำตาลกับเครื่องดื่มโคล่าที่เรามีความพยายามให้คนลดการบริโภคมาตลอด
กลับพบว่าเครื่องดื่มชาเขียวจำพวกผสมน้ำผึ้งมีน้ำตาลถึง 13.75 ช้อนชาต่อขวด
ขณะที่น้ำอัดลมมีน้ำตาล 13 ช้อนชาต่อชวด ซึ่งไม่แตกต่างกันเลย ส่วนชาเขียวผสมน้ำตาล
พบว่ามีน้ำตาลสูงถึง 15.6 ช้อนชาต่อขวด และยิ่งกินทุกวัน วันละหลายๆ ขวด
ทั้งปริมาณน้ำตาลและคาเฟอีนก็จะยิ่งสูงขึ้น จึงอยากให้ข้อมูลผู้บริโภคชี้ให้เห็นว่าเรากำลังบริโภคเพื่อสุขภาพหรือทำลายสุขภาพกันแน่
และขอเตือนอย่าให้เพลินไปกับการโปรโมทสินค้าที่กระตุ้นยอดขายเช่นการชิงโชคที่ไม่รู้ว่ากินกี่ขวดแล้วจะได้
แต่ผู้บริโภคกลับตกเป็นเหยื่อถูกชักจูงโดยทิศทางทางการตลาดโดยไม่รู้ตัว
" ข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคคือ
ฉลากสินค้า ซึ่งในการประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 277 ซึ่งออกมาตั้งแต่วันที่ 3
ธันวาคม 2546 ได้กำหนดให้ชาพร้อมดื่มต้องแสดงปริมาณคาเฟอีนหน่วยเป็นมิลลิกรัมต่อ
100 มิลลิกรัม ด้วยอักษรสีเข้มเส้นทึบขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร
ที่อ่านได้ชัดเจนอยู่ในกรอบพื้นที่สีขาว บริเวณเดียวกับชื่ออาหารหรือชื่อสินค้า
แต่พบว่า เครื่องดื่มที่มีการแสดงฉลากในตำแหน่งที่ถูกต้อง มียี่ห้อเดียวคือ
ยี่ห้อซัมเมอร์ นอกจากนั้นไม่มียี่ห้อใดเลยที่แสดงตำแหน่งถูกต้อง
แถมบางยี่ห้อไม่มีการแสดงปริมาณคาเฟอีนด้วย "
" ข้อมูลในวันนี้เพื่อต้องการแจ้งเตือนผู้บริโภคทั้งกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มเสี่ยงคือเด็กอายุต่ำกว่า
12 ปี สตรีมีครรภ์ให้ความระมัดระวังในการบริโภค
เนื่องจากอย.ยังไม่มีคำเตือนที่ชัดเจน
เราจึงพยายามกดดันให้เก็บสินค้าที่ผิดกฎหมายออกไปตามที่อย.ได้ประกาศไว้
และหากผู้ฝ่าฝืนก็จะได้รับโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท
นอกจากนั้น อย.ควรดำเนินการเฝ้าระวังหมั่นตรวจสอบตลอดเวลา
และเราจะนำข้อมูลที่ได้นี้ส่งต่อให้กับอย.ต่อไป
ดังนั้นจึงขอให้หน่วยงานราชการปฏิบัติตามกฎหมาย
ส่วนเรื่องปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มชาเขียวก็ควรมีการพัฒนาฉลากโภชนาการ
เนื่องจากปัจจุบันนี้ถือเป็นความสมัครใจของเจ้าของสินค้าที่จะแสดงหรือไม่ก็ได้
ซึ่งอย.มีอำนาจที่จะบังคับให้สินค้าแสดงปริมาณน้ำตาล
เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
สุดท้ายอยากให้ผู้ประกอบการมีคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคด้วย "
ฝากข่าวเมื่อ 6/4/2548
แพทย์ศิริราชผ่าตัดรักษามะเร็งทรวงอกโดยไม่ต้องตัดเต้านมทิ้ง
รศ.น.พ.กริช โพธิสุวรรณ หัวหน้าภาควิชาศัลย-ศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
และ รศ. น.พ. อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลปะ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศีรษะ คอ เต้านม
แถลงถึงความสำเร็จในการพิสูจน์การกระจายของมะเร็งเต้านมโดยไม่เลาะต่อมน้ำเหลือง
สำเร็จเป็นแห่งแรกของประเทศไทย และแห่งที่ 2 ของเอเชียรองจากญี่ปุ่น
เดิมที ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์เนื่องจากคลำพบก้อนเนื้อบริเวณเต้านม
ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้นก้อนเนื้อที่พบก็จะมีขนาดใหญ่มากแล้ว
ซึ่งวิธีการรักษามะเร็งเต้านมที่ดีที่สุดคือแพทย์ผ่าตัดเต้านมพร้อมกับ
เลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกด้วยทั้งหมดทุกครั้ง
แต่ปัจจุบันมีวิธีการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม
ควบคู่กับการฉีดสารไอโซซัลแฟน บลู ซึ่งทำให้ทราบบริเวณที่มี่เซลมะเร็งชัดเจนขึ้น
หากผู้ป่วยมีเซลมะเร็งในระยะต้นๆหรือเซลมะเร็งยังไม่ขยายตัวในวงกว้าง
ก็ไม่จำเป็นต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองหรือตัดทำลายเต้านมทิ้งทั้งหมดอีกต่อไป
ทีมศัลยแพทย์ศิริราชใช้วิธีการผ่าตัดนี้กับผู้ป่วยของโรงพยาบาลมาจนถึงปัจจุบัน รักษาผู้ป่วยไปแล้ว 207 คน
ในจำนวนนี้ 80% มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วยการผ่าตัดโดยที่ไม่ต้องเลาะต่อมน้ำเหลือง
นับว่าเป็นความสำเร็จครั้งแรกของประเทศไทยที่รักษามะเร็งเต้านม ด้วยวิธีการดังกล่าว
และถือว่าเป็นที่ 2 ในเอเชียรองจากประเทศญี่ปุ่น
รศ.น.พ.กริชกล่าวต่อว่า จากการสำรวจของสถานวิทยามะเร็ง
ของศิริราชพบว่ามีผู้เป็นมะเร็งเต้านมในปี 2546 จำนวน 545 ราย คิดเป็น 20%
ของโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในผู้หญิง และยังจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ.
ฝากข่าวเมื่อ 3/11/2547
แพทย์ศิริราชผ่าตัดรักษาพาร์กินสันได้สำเร็จ
คณะแพทย์ศิริราชพยาบาล นำโดย นพ.ศรัณย์ นันทอารี, นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ เป็นคณะแรกของโรงเรียนแพทย์ไทยที่สามารถผ่าตัดรักษาโรคพาร์กินสันได้สำเร็จ
โดยใช้เทคนิคผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าในสมอง
วิธีการนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยในระยะท้ายๆและวิธีการรักษาด้วยยาไม่ได้ผลอีกต่อไป
ผู้ป่วยก่อนรักษามีอาการแขนขาสั่นมากจนควบคุมไม่ได้ ร่างกายแข็งเกร็ง เคลื่อนไหวลำบาก หลังรับการรักษาจะมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนจนดำรงชีวิตได้ตามปกติ
แม้การรักษานี้จะได้ผลดีเยี่ยม แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูงมากถึง 1 ล้านบาทต่อคน ทางโรงพยาบาลศิริราชจึงมีนโยบายช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาได้
โดยในปีนี้โรงพยาบาลศิริราชตั้งเป้าจะผ่าตัดให้ฟรีแก่คนไข้ประมาณ 20 ราย
ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ ทุกวันจันทร์ คลินิกโรคพาร์กินสัน ชั้น4 ตึก72ปี โรงพยาบาลศิริราช หรือโทรศัพท์ 0-2419-7101-2
ฝากข่าวเมื่อ 20/08/2547
The contents belong to www.On-Diet.com
Copyright(C) 2004 On-Diet.com. All rights reserved.
|